สินค้า/บริการ >>> ทำไมต้องอยู่ไฟ
ทำไมต้องอยู่ไฟ
การอยู่ไฟหลังคลอด
ประเพณีอยู่ไฟของหญิงหลังคลอดมีมาช้านานแล้ว เหตุที่ต้ออยู่ไฟหลังคลอดเพราะ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ระบบฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีการขยายตัวของเส้นเลือด รูขุมขน เมื่อเด็กในท้องโตขึ้นเท่าไหร่ระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ก็จะทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเป็นลำดับ สังเกตุเห็นได้ว่า คุณแม่ทีท้องส่วนใหญ่จะขี้ร้อนเพราะระบบเผาผลาญถูกกระตุ้นให้ทำงานเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีความรู้สึกร้อนมากกว่าในคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ เนื่องจาก ระบบปิตะ(ความร้อน) วาตะ(ลม) เสมหะ(น้ำเสลด) ในร่างกายเกิดความไม่สมดุลกัน เพราะมีอีกชีวิตเกิดขึ้นในท้องด้วย จึงทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าปกติ ในเวลาใกล้คลอด ซึ่งแม้แต่เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ก็ขยายตัวออกอย่างมาก ขณะที่คลอดบุตรออกมา ความร้อนในร่างกายก็จะไหลออกมาด้วย จึงทำให้ความเย็นจากภายนอกไหลเข้าไปแทนทีความร้อนที่ไหลออกมา ทางรูขุมขนที่ยังเปิดขยายตัวอยู่ จึงทำให้ความเย็นในร่างกายมีมากกว่าความร้อน ด้วยเหตุนี้คนโบราณจึงต้องอยู่ไฟหลังคลอด เพื่อนำความร้อนเข้าไปปรับอุณหภูมิภายในร่างกายในเกิดความสมดุลระหว่างความร้อนและความเย็น เพื่อให้ร่างกายคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว
อาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอด
ประเพณีการดูสุขภาพหลังคลอดทั้งของไทยและจีนโบราณ มีส่วนคล้ายคลึงและแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น อาหารหลังคลอดของจีนจะเป็นประเภทอาหารบำรุง เช่น ไก่ดำตุ๋นยาจีน ไก่ผัดขิง กระเพาะหมูตุ๋นพริกไทยดำ ปลาช่อนตุ๋น จะไม่นิยมอาหารที่เป็นของเย็น สำหรับอาหารไทยของคุณแม่หลังคลอด นิยมแกงเลียงหัวปลี เพราะจะทำให้เพิ่มน้ำนมได้มากยิ่งขึ้น ส่วนชาวชนบทจะนิยมรบประทานปลาช่อนแห้งกับข้าวต้มร้อน ๆ เพื่อขับเหงื่อระบายของเสียออกจากร่างกาย และไม่นิยมรับประทานของเย็นเช่นเดียวกัน
อาหารที่เหมาะสมที่นิยมปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น
- แกงเลียง ซึ่งมีส่วนประกอบของสมุนไพรหลายชนิดโบราณเชื่อว่าเป็นยาประสะน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอด ทำให้น้ำนมบริบูรณ์
- หัวปลี รสฝาด แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้โรคโลหิตจาง ลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน บำรุงน้ำนม
- เมล็ดขนุน รสมัน บำรุงน้ำนม ขับน้ำนม บำรุงกำลั ต้องต้มหรือเปาให้สุกก่อนรับประทานเป็นอาหารที่มีแป้งมาก
- ผัดดอกกุ๋ยฉ่ายกับตับหมู
- ผัดขิงกับหมู เป็นต้น
ขอแนะนำอาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ที่มีประโยชน์ ได้แก่
- ผักกาดขาว ให้คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน โฟเลต ในผักกาดขาวจำเป็นต่อการสร้างระบบเส้นประสาททารกในครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก ดีต่อการสร้างสารพันธุ์กรรมและเม็ดเลือดแดง
- ถั่วฝักยาว เป็นผักสดแกล้มกับลาก ส้มตำ น้ำตก น้ำพริกต่างๆ หรืออาจนำมาแกงส้ม มีไฟเบอร์ช่วยลดคอลเลสเตอร์รอล บำรุงเลือด มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี
กรณีคุณแม่ไม่ได้อยู่ไฟ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีอาการที่พอสรุปได้ดังนี้
- มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดกระดูก
- ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ขาไม่มีกำลังเวลาเดิน
- มีอาการหนาวสั่น เมื่อฝนตกหรืออากาศเย็น
- ประจำเดือนมาไม่ปกติ ทำให้เลือดลมไม่ดี เนื่องจากเกิดเลือดเสียแล้วขับออกไม่หมดหลังคลอด
- มีตกขาวหรือประจำเดือนเป็นลิ่มเป็นก้อนสีดำ มีกลิ่นไม่พึงประสงค์
- มดลูกหย่อนยานไม่กระชับ
- มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับเลือดลมของผู้หญิง
- เกิดแก๊สในกระเพาะ ระบบย่อยไม่ดี
- ผิวพรรณไม่สดใส หยาบกร้าน หมองคล้ำ เกิดฝ้าเลือดบนใบหน้า
- เกิดปัญหาวัยทอง โดยช่วงระยะก่อนหมดประจำเดือน ประมาณอายุ 48-52 ปี หงุดหงิดง่าย ปัญหาระบบกระดูกพรุน
ดังนั้น การดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอดถือเป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษของไทยที่ได้สร้างแบบอย่างของวิธีปฏิบัตินี้ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ปฏิบัติตามใน 30 วันแรกหลังคลอด ซึ่งในสมัยโบราณใช้เวลาในการดูแลสุขภาพถึง 1 เดือน การจะทำให้สภาวะหลังการคลอดเข้าสู่ปกติได้ดีนั้น จะต้องมีกระบวนการที่ซับซ้อนและจำเป็นจะต้องได้รับการปฏิบัติให้ถูกต้อง การจะอยู่ไฟหรือไม่ จึงเป็นความสบายใจของผู้ที่เลือกรับการบริการ
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการอยู่ไฟ
ในการอยู่ไฟจะต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสม ท่านบอกว่าการอยู่ไฟอยู่ได้นานเท่าไรยิ่งดี จะมีผลดีกับสุขภาพของแม่อย่างมาก คนที่อยู่ไฟไม่ได้คือคนที่ไม่ได้อยู่ไฟเลยหรืออยู่ไฟได้ไม่ครบกำหนด ก็จะเกิดปัญหากับร่างกาย ได้มีการกำหนดระยะเวลาในการอยู่ไฟที่เหมาะสมดังนี้
- ลูกคนแรก(ท้องแรกคุณแม่ยังสาว) ท่านให้อยู่ไฟนาน ๆ อย่างน้อยที่สุดให้ได้ 15 วัน ( 1 เดือนจะดีที่สุด)
- ลูกคนที่สอง ท่านให้อยู่ไฟให้ได้ 13-14 วัน
- ลูกคนที่สาม ท่านให้อยู่ไฟให้ได้อย่างน้อย 10-11 วัน
- ลูกคนต่อ ๆ ไปก็ลดลงมาเรื่อย ๆ แต่ไม่ควรต่ำกว่า 7 วัน
การอยู่ไฟนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก สำหรับหญิงหลังคลอดลูกใหม่ ๆ ท่านบอกว่าไม่มียาดีใด ๆ ที่จะมาใช้แทนการอยู่ไฟได้ เพราะการใช้ยาอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการฟื้นฟูสุขภาพของแม่ลูกอ่อน จะต้องใช้ยาและการอยู่ไฟร่วมกัน จึงจะทำให้การฟื้นฟุสุขภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา : ตัดตอนมาจาก คู่มือวารีบำบัด ศูนย์ฝึกอบรมไทยสัปปายะ มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา
by Ruen Narumon
|